ประเภทของกล้องจุลทรรศน์

ในปัจจุบันกล้องจุลทรรศน์ หรือกล้อง digital microscope แบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

กล้องจุลทรรศน์

  1. กล้องจุลทรรศน์แบบอิเล็กตรอน ซึ่งมีอยู่สองแบบ คือ กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องกราดและกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน
  2. กล้องจุลทรรศน์แบบใช้แสง ซึ่งมีอยู่สองแบบ คือ กล้องจุลทรรศน์ใช้แสงแบบธรรมดาและแบบสเตอริโอ

 

กล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอน

กล้องจุลทรรศน์แบบอิเล็กตรอน (electron microscope) คือ กล้องจุลทรรศน์ ที่ใช้อิเล็กตรอนความถี่สูงให้การทำงานแทนแสงสามารถขยายได้ถึง 500,000 เท่า จนเห็นโมเลกุลที่อยู่ในโครงสร้างต่างๆได้เลย แต่ด้วยความสามารถขยายที่สูง ทำให้กล้องจุลทรรศน์ราคาสูงตาม

 

(1) กล้องอิเล็กตรอนแบบส่องผ่าน (Transmission electron microscope) เรียกย่อว่า TEM เอิร์น รุสกา (Ernst Ruska) สร้างได้เป็นคนแรก เมื่อปี พุทธศักราช 2475 ใช้ในการศึกษาโครงสร้างภายในเซลล์โดยลำแสงอิเล็กตรอนจะส่องตัวอย่างที่ศึกษา หรือส่องผ่านเซลล์ ตัวอย่างที่ศึกษา ซึ่งต้องมีการเตรียมแบบพิเศษและบางเป็นพิเศษด้วย

 

(2) กล้องอิเล็กตรอนแบบส่องกราด (Scanning electron microscope) เรียกย่อว่า SEM เอ็ม วอน เอนเดนนี (M. Von Andenne) สร้างสำเร็จเมื่อปี พุทธศักราช 2481 โดยใช้ศึกษาผิวของวัตถุหรือผิวของเซลล์ที่นำมาศึกษา โดนลำแสงอิเล็กตรอนจะส่องกราดไปบนผิววัตถุ ทำให้ได้ภาพซึ่งมีลักษณะเป็นภาพ สามมิติ (3D)

 

ส่วนประกอบ ของ กล้องจุลทรรศน์

11597474

  1. ลำกล้อง (Body tube) เป็นส่วนที่เชื่อมโยงระหว่างlensใกล้วัตถุกับlensใกล้ตา มีหน้าป้องกันไม่ให้แสงจากภายนอกรบกวน
  2. แขน (Arm) คือส่วนที่ทำหน้าที่ยึดระหว่างส่วนฐานกับลำกล้อง เป็นตำหน่งที่จับเวลายกกล้อง
  3. แท่นวางวัตถุ (Speciment stsge) เป็นแท่นใช้วางแผ่นสไลด์ ที่ต้องการศึกษา
  4. ที่หนีบสไลด์ (Stage clip) ใช้หนีบสไลด์ให้ติดอยู่กับแท่นวางวัตถุในกล้องรุ่นใหม่จะมี Mechanical stage แทนเพื่อควบคุมการเลื่อนสไลด์ให้สะดวกมากขึ้น
  5. ฐาน (Base) เป็นส่วนที่ใช้ในการตั้งกล้อง ทำหน้าที่รับน้ำหนักตัวกล้องทั้งหมด
  6. กระจกเงา (Mirror) ทำหน้าที่สะท้อนแสงจากธรรมชาติหรือแสงจากหลอดไฟภายในห้องให้ส่องผ่านวัตถุโดยทั่วไปกระจกเงามี 2 ด้าน ด้านหนึ่งเป็นกระจกเงาเว้า อีกด้านเป็นกระจกเงาระนาบสำหรับกล้องรุ่นใหม่จะใช้หลอดไฟเป็นแหล่งกำเนิดแสง ซึ่งสะดวกและชัดเจนกว่า
  7. lens รวมแสง (condenser) ทำหน้าที่รวบรวมแสงให้เข้มขึ้นเพื่อส่งไปยังวัตถุที่ต้องการศึกษา
  8. ไดอะแฟรม (diaphragm) อยู่ใต้lensรวมแสงทำหน้าที่ปรับปริมาณแสงให้เข้าสู่lensในปริมาณที่ต้องการ

9.ปุ่มปรับภาพหยาบ (Coarse adjustment) ทำหน้าที่ปรับภาพโดยเปลี่ยนระยะโฟกัสของlensใกล้วัตถุ (เลื่อนลำกล้องหรือแท่นวางวัตถุขึ้นลง) เพื่อทำให้เห็นภาพชัดเจน

  1. ปุ่มปรับภาพละเอียด (Fine adjustment) ทำหน้าที่ปรับภาพ ทำให้ได้ภาพที่ชัดเจนมากขึ้น
  2. lensใกล้วัตถุ (Objective lens) จะติดอยู่กับจานหมุน (Revolving nose piece) ซึ่งจานหมุนนี้ทำหน้าที่ในการเปลี่ยนกำลังขยายของlensใกล้วัตถุ ตามปกติlensใกล้วัตถุมีกำลังขยาย 3-4 ระดับ คือ 4x 10x 40x 100x ภาพที่เกิดจากlensใกล้วัตถุเป็นภาพจริงหัวกลับ
  3. lensใกล้ตา (Eye piece) เป็นlensที่อยู่บนสุดของลำกล้อง โดยทั่งไปมีกำลังขยาย 10x หรือ 15x ทำ หน้าที่ขยายภาพที่ได้จากlensใกล้วัตถุให้มีขนาดใหญ่ขึ้น ทำให้เกิดภาพที่ตาผู้ศึกษาสามารถมองเห็นได้ โดยภาพที่ได้เป็นภาพเสมือนหัวกลับ

การใช้กล้องจุลทรรศน์

วิธีใช้กล้องจุลทรรศน์

  1. ตั้งระยะห่างของlensใกล้ตาให้พอเหมาะ กับนัยน์ตาของผู้ใช้งานกล้องทั้งสองข้างจะทำให้จอภาพที่เห็นอยู่ในวงเดียวกัน
  2. ปรับ โฟกัสlensใกล้ตาทีละข้างจนชัดเจน ถ้าหากต้องการศึกษาจุดใดจุดหนึ่งของตัวอย่างให้ปรับโฟกัสของlensใกล้วัตถุ ที่มีกำลังขยายสูงก่อน เพราะจะทำให้เห็นภาพวัตถุได้ชัดเจนทั้งกำลังขยายต่ำและกำลังขยายสูง

 

ประวัติกล้องจุลทรรศน์

ความเป็นมาของกล้องจุลทรรศน์ หรือประวัติกล้องจุลทรรศน์ แรกเริ่มการศึกษาวัตถุที่มีขนาดเล็กมากใช้เพียง lensอันเดียวและแว่นขยายส่งดูเท่านั้น เช่นเดียวกับการใช้แว่นขยายส่องดูลายมือ ช่วงปี พุทธศักราช 2133 แซคาเรียส แจนเซน ช่างทำแว่นชาวดัตช์ ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ชนิดlensประกอบ ประกอบด้วยแว่นขยายสองอัน ต่อมา กาลิเลโอ กาลิเลอีได้สร้างแว่นขยายส่องดูสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ

 

ในปี พุทธศักราช 2208 รอเบิร์ต ฮุกได้ ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์ชนิดlensประกอบที่มีลำกล้องรูปร่างสวยงาม ไม่ต้องถือlensให้ซ้อนกัน และป้องกันการรบกวนจากแสงภายนอกได้  เขาส่องดูไม้คอร์กที่ฝานบาง ๆ แล้วพบช่องเล็ก ๆ มากมาย เขาเรียกช่องเหล่านั้นว่าเซลล์ ซึ่งหมายถึงห้องขัง หรือห้องว่างๆ เซลล์ที่ฮุกเห็นนั้น เป็นเซลล์ที่ตายแล้ว เหลือแต่ผนังเซลล์ของพืชซึ่งแข็งแรงกว่าเยื่อหุ้มเซลล์ในสัตว์ จึงทำให้คงรูปร่างอยู่ได้ ฮุกจึงได้ชื่อว่าเป็นผู้ที่ตั้งชื่อเซลล์ Cell

 

ในปี พุทธศักราช 2215 อันโตนี ฟัน เลเวินฮุก ชาวเนเธอร์แลนด์ สร้างกล้องจุลทรรศน์ชนิดlensเดียวจากแว่นขยายที่เขาฝนเอง แว่นขยายบางอันขยายได้ถึง 270 เท่า เขาใช้กล้องจุลทรรศน์ตรวจดูน้ำฝนที่รองไว้ในหม้อและหยดน้ำจากบึงและแม่น้ำ เห็นสิ่งมีชีวิตเล็ก ๆ มากมาย นอกจากนี้ เขายังส่องดูสิ่งมีชีวิตต่าง ๆ เช่น เม็ดเลือดแดง, กล้ามเนื้อ เป็นต้น เมื่อเขาพบสิ่งเหล่านี้ เขารายงานไปยังราชสมาคมแห่งกรุงลอนดอน จึงได้รับการยกย่องว่าเป็นผู้ประดิษฐ์กล้องจุลทรรศน์
ต่อจากนั้นมีนักวิทยาศาสตร์อีกมากมายทำการศึกษาเกี่ยวกับเซลล์ด้วยกล้อง จุลทรรศน์ชนิดlensประกอบ และได้พัฒนาให้ดียิ่งขึ้น จนกระทั่งปี พุทธศักราช 2475 นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมันคือแอนสท์ รัสกาและมักซ์ นอลล์ ได้เปลี่ยนแปลงกระบวนการของกล้องจุลทรรศน์ที่ใช้ lens และแสงมาใช้ลำ อิเล็กตรอน ทำให้เกิดกล้องจุลทรรศน์อิเล็กตรอนขึ้นในระยะต่อ ๆ มา ปัจจุบันมีกำลังขยายกว่า 5 แสนเท่า

Incoming search terms:

  • ประวัติกล้องจุลทรรศน์
  • กล้องจุ
  • กล้องจุลทรรศนฟ์
  • กล้องจูลทรรศน์